ชุมพร-ลุงโร่พบสื่อเผยโดนตร.ขู่ทำร้ายกรณีร้องเรียนกระทรวงยุติธรรม ตร.เรียกรับเงินไถ่รถจยย.ชาวบ้านเหลือทนอาจรวมตัวไล่ตำรวจได้
ชุมพร-ลุงโร่พบสื่อเผยโดนตร.ขู่ทำร้ายกรณีร้องเรียนกระทรวงยุติธรรม ตร.เรียกรับเงินไถ่รถจยย.ชาวบ้านเหลือทนอาจรวมตัวไล่ตำรวจได้
ส.อบจ.พาลุงพึ่งสื่อหลังถูกข่มขู่กรณีร้องเรียนกระทรวงยุติธรรม ตร.เรียกรับเงินไถ่รถจยย.เผยขอบคุณกระทรวงฯทีให้ความยุติธรรม ย้ำไม่กลัวตายขอสื่อเป็นพยาน ด้าน ส.อบจ.ย้ำชัด หากเจ้าหน้าที่ทำผิด ผกก.ควรรับผิดชอบด้ายการออกจากพื้นที่ไปก่อนด้วยเพราะปล่อยปะละเลย แฉซ้ำยังมีอีกหลายคดีที่ชาวบ้านถูกรังแกแต่ไม่กล้าสู้
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 15 มกราคม 2561 ที่สมาคมสื่อภูมิภาคจังหวัดชุมพร นายวิรัน ชูกลาง สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร (ส.อบจ.ชุมพร) เขต อ.ท่าแซะ ได้พา นายสอน ปลื้มใจ อายุ 53 ปี อาชีพรับจ้าง อยู่บ้านเลขที่ 377 หมู่ 7 ต.สองพี่น้อง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เข้าขอความเป็นธรรมต่อสื่อมวลชน โดยมีชาวบ้านในพื้นที่ ต.สองพี่น้องกว่า 50 คน เดินทางมาให้กำลังใจ
นายวิรัน กล่าวว่า เมื่อคืนวันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 นายเอก หรือนายสันติ ทิพย์มั่น อายุ 20 ปี เป็นบุตรบุญธรรมของนายสอน ได้ก่อคดีลักทรัพย์เป็นเงินจำนวน 5,000-6,000 บาทของนางสุพรรษา (ไม่ทราบนามสกุล) ในพื้นที่หมู่ 7 ต.สองพี่น้อง อ.ท่าแซะ แต่ขณะนั้นตำรวจยังไม่สามารถจับกุมนายเอกได้ แต่ตำรวจสายตรวจ สภ.สลุย ชื่อ “ดาบแมว” (ขอสงวนชื่อ-นามสกุลจริง) ได้มายึดรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ ทะเบียน ขจน 390 ชุมพร ซึ่งเป็นชื่อของนายสอนที่จอดไว้ที่บ้าน นำไปไว้ที่ สภ.สลุย พร้อมทั้งตะโกนบอกว่า “หากอยากได้รถคืนก็ให้จ่ายเงิน 6,000-7,000 บาท” แต่ไม่มีการลงบันทึกประจำวัน เพราะไม่ใช่รถที่ใช้ในการกระทำความผิด ต่อมาในวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2560 นายสอนไปติดต่อขอรถจักรยานยนต์คืนแต่ไม่พบรถจักรยานยนต์ที่ สภ.สลุย วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 นายสอนจึงแจ้งความที่ สภ.สลุยว่ามาขอรับรถแต่ไม่มีรถ หลังจากนั้น ปรากฏว่ามีคนโทรศัพท์มาข่มขู่นายสอนให้ระวังตัวไว้ นายสอนจึงมาปรึกษาตนว่าจะทำอย่างไรดี เพราะเกรงจะได้รับอันตราย ตนจึงพานายสอนไปร้องที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชุมพร พร้อมทำหนังสือร้องเรียนไปที่ตำรวจภูธรภาค 8 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักนายกรัฐมนตรีตู้ ปณ.1111 ด้วย
“ประมาณวันที่ 2 ธันวาคม 2560 หลังจากผมพานายเอกเข้ามอบตัวและได้รับการประกัน นายสอนก็ได้รับรถคืนโดยมีการลงบันทึกประจำวันย้อนหลังไปวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ว่านายสอนได้รับรถคืนแล้ว จากนั้นทางกระทรวงยุติธรรมโดย นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ส่งหนังสือแจ้งผลการพิจารณา ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2560 โดยระบุว่าได้ส่งเรื่องให้ตำรวจภูธรภาค 8 เพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว แต่อีก 3 หน่วยงานยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ นอกจากนั้น ยังมีผู้หวังดีมาบอกว่า ผมเข้ามาช่วยเหลือนายสอนแบบนี้ให้ระวังตัวเอาไว้อาจได้รับอันตรายไปด้วย” นายวิรัน ชูกลาง
นายสอน กล่าวว่า ตนมีอาชีพรับจ้าง หาเช้ากินค่ำไปวันๆ มีกัน 3 คนพ่อ แม่ และลูกบุญธรรม และบ้านพักของตนก็อยู่ในสวนห่างไกล จึงเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย เพราะตนไม่มีเงิน 6,000-7,000 บาทจ่าย แต่ได้รับรถคืนมาแล้ว จึงอยากให้ผู้ใหญ่ในจังหวัดชุมพรและในสำนักงานตำรวจแห่งชาติรับประกันความปลอดภัยให้ตนและครอบครัวด้วย พร้อมอยากให้สื่อมวลชนรับทราบว่า ตนไม่เคยมีความขัดแย้งกับใคร หากตนเป็นอะไรไปก็ต้องมาจากสาเหตุนี้ เพราะจากนี้คิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องตั้งกรรมการสอบสวนตำรวจที่ถูกตนร้องเรียน
นายวิรัน กล่าวในตอนท้ายอีกครั้งว่า ในฐานะที่ตนเป็น ส.อบจ.ชุมพรในพื้นที่ ต.สองพี่น้อง ต.สลุย อยากขอให้ตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร และ ตำรวจภูธรภาค 8 ส่งคนลงมาดูสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่ต้องพึ่งพาตัวเองเพราะหวังพึ่งตำรวจไม่ได้ด้วย เนื่องจากมีตำรวจระดับสูงในพื้นที่บางคนใกล้เกษียณอายุราชการ จึงทำงานไปวันๆ เท่านั้น ไม่ได้สนใจความเดือดร้อนของชาวบ้านอย่างจริงจัง เมื่อมีลูกน้องไปเรียกรับเงินจากชาวบ้าน ผู้บังคับบัญชาควร อาทิ ผกก.จะต้องร่วมรับผิดชอบด้วย และตำรวจที่ถูกร้องเรียนควรถูกย้ายออกนอกพื้นที่ด้วย เพราะคนมีกฎหมายในมือและพกพาอาวุธปืนได้ อาจแกล้งยัดข้อหาคนที่มีความขัดแย้งกับตนเองได้ และต้องยอมรับว่า ณ เวลานี้ ชาวบ้านต้องอดทนอดกลั้น แต่ถ้ายาวนานกว่านี้ไป อาจถึงขั้นรวมตัวกันขับไล่ออกนอกพื้นที่
พงศกร นวนละมัย / ชุมพร
ส.อบจ.พาลุงพึ่งสื่อหลังถูกข่มขู่กรณีร้องเรียนกระทรวงยุติธรรม ตร.เรียกรับเงินไถ่รถจยย.เผยขอบคุณกระทรวงฯทีให้ความยุติธรรม ย้ำไม่กลัวตายขอสื่อเป็นพยาน ด้าน ส.อบจ.ย้ำชัด หากเจ้าหน้าที่ทำผิด ผกก.ควรรับผิดชอบด้ายการออกจากพื้นที่ไปก่อนด้วยเพราะปล่อยปะละเลย แฉซ้ำยังมีอีกหลายคดีที่ชาวบ้านถูกรังแกแต่ไม่กล้าสู้
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 15 มกราคม 2561 ที่สมาคมสื่อภูมิภาคจังหวัดชุมพร นายวิรัน ชูกลาง สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร (ส.อบจ.ชุมพร) เขต อ.ท่าแซะ ได้พา นายสอน ปลื้มใจ อายุ 53 ปี อาชีพรับจ้าง อยู่บ้านเลขที่ 377 หมู่ 7 ต.สองพี่น้อง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เข้าขอความเป็นธรรมต่อสื่อมวลชน โดยมีชาวบ้านในพื้นที่ ต.สองพี่น้องกว่า 50 คน เดินทางมาให้กำลังใจ
นายวิรัน กล่าวว่า เมื่อคืนวันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 นายเอก หรือนายสันติ ทิพย์มั่น อายุ 20 ปี เป็นบุตรบุญธรรมของนายสอน ได้ก่อคดีลักทรัพย์เป็นเงินจำนวน 5,000-6,000 บาทของนางสุพรรษา (ไม่ทราบนามสกุล) ในพื้นที่หมู่ 7 ต.สองพี่น้อง อ.ท่าแซะ แต่ขณะนั้นตำรวจยังไม่สามารถจับกุมนายเอกได้ แต่ตำรวจสายตรวจ สภ.สลุย ชื่อ “ดาบแมว” (ขอสงวนชื่อ-นามสกุลจริง) ได้มายึดรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ ทะเบียน ขจน 390 ชุมพร ซึ่งเป็นชื่อของนายสอนที่จอดไว้ที่บ้าน นำไปไว้ที่ สภ.สลุย พร้อมทั้งตะโกนบอกว่า “หากอยากได้รถคืนก็ให้จ่ายเงิน 6,000-7,000 บาท” แต่ไม่มีการลงบันทึกประจำวัน เพราะไม่ใช่รถที่ใช้ในการกระทำความผิด ต่อมาในวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2560 นายสอนไปติดต่อขอรถจักรยานยนต์คืนแต่ไม่พบรถจักรยานยนต์ที่ สภ.สลุย วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 นายสอนจึงแจ้งความที่ สภ.สลุยว่ามาขอรับรถแต่ไม่มีรถ หลังจากนั้น ปรากฏว่ามีคนโทรศัพท์มาข่มขู่นายสอนให้ระวังตัวไว้ นายสอนจึงมาปรึกษาตนว่าจะทำอย่างไรดี เพราะเกรงจะได้รับอันตราย ตนจึงพานายสอนไปร้องที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชุมพร พร้อมทำหนังสือร้องเรียนไปที่ตำรวจภูธรภาค 8 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักนายกรัฐมนตรีตู้ ปณ.1111 ด้วย
“ประมาณวันที่ 2 ธันวาคม 2560 หลังจากผมพานายเอกเข้ามอบตัวและได้รับการประกัน นายสอนก็ได้รับรถคืนโดยมีการลงบันทึกประจำวันย้อนหลังไปวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ว่านายสอนได้รับรถคืนแล้ว จากนั้นทางกระทรวงยุติธรรมโดย นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ส่งหนังสือแจ้งผลการพิจารณา ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2560 โดยระบุว่าได้ส่งเรื่องให้ตำรวจภูธรภาค 8 เพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว แต่อีก 3 หน่วยงานยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ นอกจากนั้น ยังมีผู้หวังดีมาบอกว่า ผมเข้ามาช่วยเหลือนายสอนแบบนี้ให้ระวังตัวเอาไว้อาจได้รับอันตรายไปด้วย” นายวิรัน ชูกลาง
นายสอน กล่าวว่า ตนมีอาชีพรับจ้าง หาเช้ากินค่ำไปวันๆ มีกัน 3 คนพ่อ แม่ และลูกบุญธรรม และบ้านพักของตนก็อยู่ในสวนห่างไกล จึงเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย เพราะตนไม่มีเงิน 6,000-7,000 บาทจ่าย แต่ได้รับรถคืนมาแล้ว จึงอยากให้ผู้ใหญ่ในจังหวัดชุมพรและในสำนักงานตำรวจแห่งชาติรับประกันความปลอดภัยให้ตนและครอบครัวด้วย พร้อมอยากให้สื่อมวลชนรับทราบว่า ตนไม่เคยมีความขัดแย้งกับใคร หากตนเป็นอะไรไปก็ต้องมาจากสาเหตุนี้ เพราะจากนี้คิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องตั้งกรรมการสอบสวนตำรวจที่ถูกตนร้องเรียน
นายวิรัน กล่าวในตอนท้ายอีกครั้งว่า ในฐานะที่ตนเป็น ส.อบจ.ชุมพรในพื้นที่ ต.สองพี่น้อง ต.สลุย อยากขอให้ตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร และ ตำรวจภูธรภาค 8 ส่งคนลงมาดูสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่ต้องพึ่งพาตัวเองเพราะหวังพึ่งตำรวจไม่ได้ด้วย เนื่องจากมีตำรวจระดับสูงในพื้นที่บางคนใกล้เกษียณอายุราชการ จึงทำงานไปวันๆ เท่านั้น ไม่ได้สนใจความเดือดร้อนของชาวบ้านอย่างจริงจัง เมื่อมีลูกน้องไปเรียกรับเงินจากชาวบ้าน ผู้บังคับบัญชาควร อาทิ ผกก.จะต้องร่วมรับผิดชอบด้วย และตำรวจที่ถูกร้องเรียนควรถูกย้ายออกนอกพื้นที่ด้วย เพราะคนมีกฎหมายในมือและพกพาอาวุธปืนได้ อาจแกล้งยัดข้อหาคนที่มีความขัดแย้งกับตนเองได้ และต้องยอมรับว่า ณ เวลานี้ ชาวบ้านต้องอดทนอดกลั้น แต่ถ้ายาวนานกว่านี้ไป อาจถึงขั้นรวมตัวกันขับไล่ออกนอกพื้นที่
พงศกร นวนละมัย / ชุมพร
ไม่มีความคิดเห็น