ชูบ้านดอยช้างเป็นโมเดลการป้องกันและบรรเทาผลกระทบการชะล้างพัง ทลายของดินและดินถล่ม
วันนี้ (21 กพ. 62) ณ ศูนย์วิจัยพัฒนาเกษตรที่สูงเชียงราย บ้านดอย
ช้าง ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย
เพื่อตรวจติดตามความก้าวหน้างานป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัย
ธรรมชาติ ที่เกิดจากการชะล้างพังทลายของดินและดินถล่ม พร้อมด้วย ผศ.
พิเชฐ โสวิทยกุล คณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้อำนวยการกอง
นโยบายและพัฒนาการใช้ที่ดิน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 7 ผู้
อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดเชียงราย, ผู้อำนวยการโครงการชล
ประทานเชียงราย สนง.ชลประทานที่ 2, กรมป่าไม้ ศูนย์พัฒนาเกษตรพื้นที่
สูงเชียงราย สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย มี ชาวบ้านหมู่ 3
บ้านดอยช้างให้การต้อนรับและร่วมฟังบรรยายสรุปโครงการป้องกันและ
บรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ที่เกิดจากการชะล้างพังทลายของดิน
และดินถล่ม และร่วมเสนอข้อคิดเห็นและแนวทางแก้ไขปัญหา
ผศ.ดร. สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพี
และฐานราก ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์ ได้รายงานถึงโครงการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัย
ธรรมชาติ ที่เกิดจากการชะล้างพังทลายของดินและดินถล่ม โดยสรุปว่า
ปัจจุบันได้เกิดภัยธรรมชาติจากการชะล้างพังทลายของดินและดินถล่มอย่าง
ต่อเนื่อง คาดว่าจะทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิต
และทรัพย์สินของประชาชน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องดำเนินการป้องกันฯ โดยใช้
กลไกของ พรบ. พัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2551 เพื่อลดการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น
ซึ่งนำร่องโครงการที่บริเวณพื้นที่ดอยช้าง ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัด
เชียงราย เนื่องจากเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดดินถล่ม จากข้อบ่งชี้ทางวิทยา
ศาสตร์และวิศวกรรมว่ามีการเคลื่อนตัวของแผ่นดิน อีกทั้งบริเวณพื้นที่ดัง
กล่าวตั้งอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ลาวฝั่งซ้าย กรมป่าไม้จึงเป็นผู้ดำเนิน
โครงการ นอกจากนี้บ้านดอยช้างจะถือเป็นโมเดลในการป้องกันและ
บรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ที่เกิดจากการชะล้างพังทลายของดิน
และดินถล่ม โดยมีมาตรการป้องกันและผลกระทบจากดินโคลนถล่มในพื้นที่
เกษตรกรรม ด้วยการส่งเสริมมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสมเพื่อ
ป้องกันและลดผลกระทบจากดินถล่ม ทั้งมีการเตรียมความพร้อม แบ่งเป็น 2
ระดับ ระดับแรก ก่อนเกิดเหตุ ด้วยการแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงเกิดดินถล่มล่วง
หน้า 3 วัน และรายงานผ่านเว็บไซต์
http://www.ldd.go.th และ
http://lrw101.ldd.go.th
ระดับที่สองคือระหว่างเกิดเหตุ ทำการติดตาม รายงานสถานการณ์พื้นที่ที่
คาดว่าจะได้รับความเสียหาย ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กรณีพื้นที่เกิดดินถล่ม มีการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำร่วมกับการ
ปลูกหญ้าแฝก
กรณีพื้นที่มีเศษซาก วัสดุ ดินและหินทับถมกันเป็นจำนวนมากๆ ให้มี
การปรับสภาพพื้นที่ และจัดการเศษซากพืชและเศษหินออกจากพื้นที่
กรณีพื้นที่ตะกอนดินทับถมในพื้นที่เกษตร ก็ให้มีการขุดลอกตะกอน
ดินทับถม ขุดร่องระบายน้ำ ปรับรูปแปลงนา
ด้านนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร กล่าวว่า เห็นควรจะยืดระยะเวลาการทำงาน
โครงการป้องกันฯ ดังกล่าวเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 คือการดึงน้ำออกจาก
ใต้ดิน โดยการขุดรางระบายน้ำและจัดทำบ่อน้ำบาดาลเพื่อนำน้ำที่ชุ่มอยู่ใต้
ผิวดินได้นำไปใช้ประโยชน์ในการอุปโภคบริโภค ส่วนระยะที่ 2 คือเจ้าหน้าที่
ร่วมกับชาวบ้านอาสาสมัครลงสำรวจพื้นที่ใหม่เพื่ออพยพชาวบ้านในพื้นที่
เสี่ยงให้ได้อยู่อาศัย อีกทั้งจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดสรร
ทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ นอกจากนี้ ทั้งนี้ยังได้เน้นย้ำว่าโครงการ
ป้องกันฯ ในระยะที่ 1นั้น ต้องจัดการให้แล้วเสร็จก่อนฤดูฝนที่จะมาถึง เพื่อ
ทุเลาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนให้มากที่สุด แต่อย่างไรก็ตามชาว
บ้านในพื้นที่ต้องพึ่งพาตนเองด้วย และรัฐบาลจะช่วยสนับสนุน
นอกจากนี้ยังได้ตรวจเยี่ยมบ้านของนายไทซัง จาง เลขที่ 856 หมู่ที่ 3
บ้านดอยช้าง ตำบลวาวีอำเภอ แม่สรวยจังหวัดเชียงราย ที่ได้รับผลกระทบ
จากการเคลื่อนของดิน ส่งผลให้บ้านเกิดรอยร้าวทั้งหลัง และลงสำรวจร่อง
ระบายน้ำ ที่ถูกดินเฉือนจนเกือบปิดทางน้ำ ในหลายจุด
ต่อมานายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและ
สหกรณ์พร้อมคณะได้เดินทางมายังโครงการชลประทานเชียงราย สำนัก
งานชลประทานที่ 2 โดยมีนายทวีชัย โค้วตระกูล ผู้อำนวยการโครงการชล
ประทานเชียงราย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ โดยคณะและผู้เกี่ยว
ข้องได้หารือแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องดินสไลด์ การบริหารจัดการน้ำให้
เพียงพอต่อการต้องการของเกษตรกรทั้งอุปโภค บริโภคและใช้ในการเกษตร
การทำเกษตรแปลงใหญ่, การปลูกข้าวโพดหลังนา โดยการแก้ปัญหาให้ให้
ตรงต่อความต้องการคนในพื้นที่(การมีส่วนร่วม) รวมไปถึงการสร้างแหล่ง
ท่องเที่ยวชุมชน การใช้น้ำใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดร่วมกันอย่างยั่งยืน......






ไม่มีความคิดเห็น